THIS IS IT

posted on 01 Nov 2009 10:43 by puijiko
 







เมื่อวานไปดู THIS IS IT ที่โรง SF เซ็นทรัลเวิร์ลด์มา ดูแล้วรู้สึกว่าไมเคิลยังเท่มากๆ เสียงงี้ไม่เปลี่ยน เต้นก็ยังเป๊ะ ไม่เหมือนคนอายุห้าสิบเลย ขนาดซ้อมยังแค่นี้ เสียดายมากๆ ที่ไม่มีวันได้แสดงจริง ดูแล้วก็คิดถึง...

ต้องบอกว่าเป็นนักร้องที่มีความเป็นมืออาชีพ ใส่ใจ ควบคุมทุกรายละเอียด ขนาดเสียงเบสจะเอาหนักเบายังไงพี่แกก็สามารถบีทบ๊อกซ์เป็นตัวอย่างให้เล่นได้เลย ถึงจะเน้นความสมบูรณ์แบบอย่างนั้นแต่ทุกครั้งที่ติทีมงานไมเคิลมักจะต่อท้าย เสมอว่า all for love ติเพราะรักและหวังดีนะจ๊ะ แถมยังปล่อยมุขฮาๆ ให้ทีมงานหายเครียดได้อีก



โรงหนังพยายามทำบรรยากาศให้เหมือนดูคอนเสิร์ต แจกแท่งเรืองแสงให้คนดู มีไฟสปอร์ตไลท์ ส่องวูบวาบ บางทีก็เข้าบรรยากาศดี โดยเฉพาะช่วงเพลง Why , Can't stop loving you และเพลงช้าอื่นๆ แสงสีช่วยทำให้ดูเพลินเหมือนอยู่ในสถานที่จริง แต่ช่วงเพลงเร็วไฟมันสาดเข้าตาแสงก็จ้า ต้องหลับตาไปหลายครั้ง จนคิดว่าถ้าไม่มีจะดีกว่าไหม ไม่รู้โรงอื่นจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า

สำหรับแฟนๆ ของ MJ ทั้งหมดเป็นภาพประทับใจที่คุ้มค่ากับการเข้าชมจริงๆ สังเกตได้จากเสียงปรบมือทุกครั้งที่เพลงจบ ฝรั่งหลายคนยึกยักๆ อยากจะเต้นตามเพลง แต่ก็งึกๆ งักๆ ออกท่าทางไม่เต็มที่เท่าไหร่ เพราะเห็นว่าคนไทยนั่งตัวแข็งอยู่ มีแค่เพลงช้าที่คนดูแทบทั้งโรงยกแท่งเรืองแสงขึ้นมาโบกไปมาบ้าง นึกภาพไปว่าถ้าเป็นโรงหนังในเมืองนอกคงโยกตามเพลง และกรี๊ดกร๊าดกันมากกว่านี้

กำลังคิดอยู่ว่าจะไปดูอีกรอบ อยากรู้ว่าโรงที่เดอะมอลล์บางกะปิจะมีไฟสาดใส่ตาอีกรึเปล่า และที่สำคัญอยากไปดูไมเคิลอีกสักครั้ง

เป็นการซ้อมคอนเสิร์ตที่บอกได้คำเดียวว่า

 THIS IS IT!






ปลาน้อย กลอยใจ

posted on 29 Oct 2009 22:48 by puijiko

วันนี้เจ้านายเรียกประชุมตอนสิบเอ็ดโมง เพื่อรายงานเรื่องการออกบูธงานมหกรรมหนังสือ

พวกเราทั้งห้าขึ้นไปนั่งรออยู่ที่หน้าห้องเลขา ทันใดนั้นสายตาของฉันก็ปร๊าดดดด เห็นตู้ปลาน้อยๆ น่ารักของพี่เลขาเข้าให้ ...ไม่รอช้าฉันเรียกเพื่อนทั้งสี่ให้กันมาดู ทุกคนลงความเห็นว่าถ้าในห้องทำงานเรามีตู้ปลาเล็กๆ อย่างนี้ก็คงดี จะได้มีชีวิตชีวา เป็นการเสริมฮวงจุ้ยไปในตัวด้วย สรุปก็คือเห็นเขามีก็เลยอยากมีมั่ง 

ช่างประจวบเหมาะที่วันนี้พวกเราตกลงกันว่าจะไปกินมื้อกลางวันที่เดอะมอลล์ ที่นั่นมีร้านขายปลาพอดี๊ พอดี คิดดังนั้นทั้งห้าคนก็ไหลไปตามกันไม่มีใครคัดค้านใคร

เที่ยงตรงรถสตาร์ทมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย หลังกินข้าวจนอิ่มหนำแล้วก็ตรงไปซื้อปลาทันที มีแวะดูกีต้าร์กับซื้อดีวีดีเล็กน้อย ที่ร้านขายปลามีตู้ขนาดกะทัดรัดกำลังดี เราเลือกไว้หนึ่งตู้ก่อนจะเดินไปเล็งปลา สำหรับมือใหม่คงไม่แคล้วต้องเลือกหางนกยูง นอกนั้นก็มีปลานีออน และบอลลูน ฉันเอะใจหันไปถามคนขายว่า 

"น้องคะ ปลาพวกนี้มันอยู่ด้วยกันได้รึเปล่า"

"ได้ค่ะพี่"

ง่ายๆ อย่างนั้น

ปลาถูกมัดใส่ถุง ระหว่างนั้นก็ซื้อทราย อาหารปลา ต้นไม้น้ำ และดินเผาประดับตู้ ทั้งหมดเป็นมูลค่า 550 บาท แมะมันช่างหารห้าได้อย่างลงตัว จ่ายคนละร้อยสิบบาทแลกกับสีสันในห้องทำงานมันคุ้มแสนคุ้ม

 

ถึงออฟฟิศก็ปาไปบ่ายสองยี่สิบ พวกเราตีหน้าเป็นการเป็นการ ดูเครียดเล็กน้อย ราวกับเพิ่งกลับจากการทำงานนอกสถานที่มา แต่จะถือตู้ปลาเดินผ่านพนักงานแผนกอื่นๆ ไปยังไงไม่ให้น่าเกลียด นายบีผู้เป็นสารถีรีบเอ่ย

"เข้าไปกันก่อนเลย เดี๋ยวฉันส่งตู้ปลาให้ทางหน้าต่าง" ราวกับจะลักลอบส่งยาก็ไม่ปาน

เมื่อสมาชิกทุกคนเข้ามาในห้องทำงานแผนก ก็รีบดำเนินการเพื่อปลาน้อยจะได้ลงสู่ตู้ (กลับมาช้ายังไม่มีสำนึกที่จะรีบทำงาน) ฉันมองไปเห็นรถเข็นหนังสือและลังก็ปิ๊งไิอเดียทันที จับอุปกรณ์ทั้งหลายใส่ลังลงไป เอาหนังสือที่ต้องนำกลับไปเก็บที่สต๊อกวางรวมๆ กันด้วย เข็นออกไปอย่างนี้ใครๆ ก็ต้องคิดว่าพวกเราไปจัดสต๊อก

เราเข็นรถไปข้างโรงพิมพ์ ที่นั่นมีก๊อกน้ำอยู่ใต้ต้นไม้ ร่มเย็นดีและลับตาคน เหมาะแก่การล้างทราย และตู้ปลาเป็นอย่างยิ่ง

ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน ราบลื่นดุจแพรไหม ตู้ปลาที่เติมทราย ใส่่่น้ำ และของประดับลงไปแล้วถูกบรรจงวางเข้าไปในลัง คลุมด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อีกที ใครเ็ห็นก็ต้องนึกว่าเราเข็นหนังสือกลับห้อง 

เมื่อจัดวางตู้ในมุมเหมาะได้แล้ว ก็ถึงคราวปลาที่จะได้ไปแหวกว่ายในตู้ใบใหม่ 

คนอู้งานทั้งห้ามองดูปลาน้อยด้วยความปลื้มใจ ก่อนจะกลับไปทำงาน (เสียที)

สักพักปลาบอลลูนลงไปนอนพะงาบๆ อยู่ที่ก้นตู้ปลา พวกเราตกใจ 

"ปลามันช็อคน้ำใหม่รึเปล่า" พวกเราคนหนึ่งออกความเห็น 

ปลาบอลลูนที่น่าสงสาร ถูกแยกออกมาใส่ภาชนะอีกใบ สักพักมันเริ่มว่าย พวกเราเริ่มใจชื้น 

แต่มันจะรอดถึงพรุ่งนี้รึเปล่า 

เฮ้อ...

 

ช่วงนี้เซ็งๆ เพราะ อ่อนเพลีย ร้อนใน และไร้ทรัพย์

 

รู้สึกว่าไม่ค่อยได้รักษาสุขภาพตัวเองเอาเสียเลย หลังจากเหนื่อยกับงานมหกรรมหนังสือแล้วเจ้านายอุตส่าห์ใจดีให้พักสองวัน แต่เหมือนแรงที่เสียไปยังคืนมาไม่หมด เหมือนแบตที่ชาร์ตไม่เต็ม ทั้งนี้ไม่โทษใครนอกจากตัวเอง เพราะพอรู้ว่าได้หยุดก็เลยนอนดึก ตีสอง ตีสาม นึกในใจว่าไม่เป็นไร พรุ่งนี้ตื่นเที่ยงก็ได้ แต่ร่างกายฉลาดกว่าที่เราคิด เมื่อนอนในเวลาที่ไม่เหมาะสม มันก็ฟ้องด้วยการเริ่มงอแง

 

ความเหนื่อยที่สะสมบวกกับการทรมานร่างกายเพิ่มเติมก็ส่งผลให้เห็นทันตา ไปนั่งไหนก็หงอย ง่วง แถมยังต้องปวดแสบปวดร้อนกับแผลร้อนในที่ผุดขึ้นมาตั้งเจ็ดที่ โอ บร๊ะเจ้า มันแสบสุดจะทน ถ้าเปรียบแผลทั้งเจ็ดเป็นตัวร้าย หัวหน้าแก๊งต้องเป็นเจ้าตัวที่อยู่ที่ปลายลิ้น ถ้าใครเคยเป็นร้อนในตรงจุดนี้คงรู้ดีว่ามันซี๊ดแค่ไหน นอกจากจะเจ็บแสบสุดๆ แล้วมันยังทำให้น้ำลายไหลตลอดเวลาอีกด้วย รู้สึกเหมือนในกระเพาะเต็มไปด้วยน้ำยายแย้ว แผล่บๆๆ

เอาล่ะ ต้องจัดการกับมันเสียที เปิดตู้เย็นคว้ายา Kamillosan มาฉีดพ่น รู้สึกแสบชาดี จากนั้นควักยาไตรโนโลนที่เพิ่งซื้อมาปาดๆ ที่แผลทั้งเจ็ด ดีขึ้นสักพักก็แสบอีก ไม่รู้จะทำเยี่ยงไรแล้ว ในที่สุดต้องหาที่พึ่งสุดท้าย... google

 

                               

ค้นๆๆ ก็เจอว่า นอกจากการนอนดึกแล้วอาการร้อนในอาจเกิดจากการที่ร่างกายขาดน้ำ

เมื่อนึกถึงการใช้ชีิวิตสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ โอวว น่าจะจริง ตอนขายหนังสือที่บูธ มัวแต่เมาท์เป็นต่อยหอย นอกจากจะไม่มีเวลาดื่มน้ำแล้วจะต้องโฆษณาขายหนังสืือจนเสียน้ำลายไปหลายหยด รู้เช่นนี้แล้วฉันจึงเริ่มเดินเข้าครัวไปดื่มน้ำเสียหลายอึก ก่อนจะกลับมาค้นต่อ ว่ากันว่าร้อนในนี่อาจบรรเทาได้โดยการดื่มน้ำมะนาว น้ำแตงโม น้ำจับเลี้ยง น้ำเก็กฮวย ...อืม ในตู้เย็นยังมีมะนาวอีกสองหน่วย เอาเป็นว่าก่อนนอนคืนนี้คงบีบใส่น้ำอุ่นกินเอาฤกษ์เอาชัยได้อีกหนึ่งยก เอ๊ะ!หลังตู้เย็นมียาหวานชงน้ำเต้าทองอีกหน่อยนี่หว่าชงกินอีกดีมั้ยน้า หวังว่าคงจะไม่บวมน้ำเสียก่อนนะ

ส่วนอาการเพลีย คงไม่ต้องพึ่งกูเกิ้ลอีก รีบนอนก่อนห้าทุ่มเป็นใช้ได้ ตื่นเจ็ดโมง รวมเวลานอนได้แปดชั่วโมงมาตรฐาน

 

จบเรื่องอ่อนเพลียและร้อนใน ส่วนเรื่องไร้ทรัพย์ ไม่ต้องรักษา พรุ่งนี้เงินเดือนออกก็หายอาการเพลียและร้อนในทำให้เรื่องไร้ทรัพย์จิ๊บจ๊อยไปเลย นี่ล่ะน้า เขาถึงว่าการไม่มีลาภเป็นโรคอันประเสริฐ ...เฮ้ย! การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสิรฐ (ยังจะกล้าเล่น - -")

 

ขอให้ทุึกท่านดูแลสุขภาพกายของตัวเองให้ดี อย่าปล่อยให้เป็นแล้วค่อยล้อมคอกทีหลังเหมือนข้าพเจ้า

เอย